Hair Magazine

เทพธิดาดอย ภาพยนตร์ที่คุณรอคอย โดย มนัส กิ่งจันทร์

คำโปรยต่อท้ายชื่อหนังที่บอกว่า ภาพยนตร์ที่คุณรอคอยนั้น เหมือนกับจะรู้เหตุการณ์ ล่วงหน้าเพราะกว่าผมจะถึงวันนี้ได้ ผมต้องรอคอย เทพธิดาดอย มานานถึง 38 ปี

เทพธิดาดอย เข้าฉายที่โรงหนังคาเธ่ย์ จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดผมเมื่อปี 2523 ตอนนั้นผมกำลังเรียนชั้น ม.ศ.5 ผมก็ไม่มีสตางค์ไปตีตั๋วดูหนังโรงกับเขาหรอก รอดูแต่หนังกลางแปลงที่เขาฉายให้ดูฟรีๆ เป็นหลัก โรงหนังคาเธ่ย์เป็นโรงหนังที่อยู่ใกล้ๆ บ้านผม พอค่ำๆ ถ้าไม่มีอะไรทำ ผมก็มักจะไปเดินเตร่ๆ แถวหน้าโรงหนัง ไปฟังเพลง ไปดูรูปภาพโปรแกรมหนังเป็นประจำ เมื่อหนังเรื่อง เทพธิดาดอย มาเข้าฉายนั้น เพื่อนนักเรียนหญิงผม ชื่อ รุ่งทิวา เขาก็ไปดูหนังและไปประกวดร้องเพลง เทพธิดาดอย ที่โรงหนังจัดขึ้น ตอนนั้นเพลงนี้กำลังโด่งดัง ช่วงที่มีการประกวดร้องเพลงนั้น โรงหนังจะยังไม่ปิดประตู ผมก็เลยได้ดูเขาร้องเพลงประกวดกัน ส่วนตัวหนังไม่ได้ดู แต่ก็จำชื่อไว้ในใจตลอดมา คิดว่า สักวันหนึ่งคงจะได้ดูหนังเรื่องนี้บ้าง แต่พอเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ดูหนังกลางแปลงอีกเลย ได้แต่คอยว่า วันหนึ่งคงจะมีวีดีโอเทปออกมาให้เช่า แต่ก็ไม่มีจนปัจจุบัน

เทพธิดาดอย เป็นหนังร่วมทุนสร้างระหว่างคนไทยกับคนไต้หวัน จึงมีดาราจากสองประเทศมาแสดงร่วมกัน หลักๆ ฝ่ายไทยก็คือ ไกรสร แสงอนันต์-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ฝ่ายไต้หวันก็คือ จาง ฮั่น โป๋-เติ้ง เจ๋ เหยิน ร่วมด้วยดาราอีกคับคั่ง เช่น ท้วม-ผดุงศรี-กาญจนา บุญประเสริฐ ผู้สร้างฝ่ายไทยคือ จิรบันเทิงฟิล์ม ฝ่ายไต้หวันคือ ซิงเก๋อ ส่วนผู้กำกับฝ่ายไทยคือ แสนยากร ฝ่ายไต้หวันคือ มิสเตอร์หลิว ฉายครั้งแรกวันที่ 7 มิถุนายน 2523 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม-พาราเมาท์

เทพธิดาดอย ถ่ายทำทั้งในไทยและไต้หวัน โดยในไต้หวันนั้นจะเป็นฉากในโรงถ่ายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนถ้าเป็นหมู่บ้านชาวเขาหรือทัศนียภาพอื่นๆ นอกสถานที่ก็จะถ่ายทำในไทย เช่น ที่เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา เป็นต้น

น่าแปลกที่เมื่อหนังออกฉายแล้ว จุดน่าสนใจของหนัง หาใช่เป็นที่เนื้อเรื่องหรือดาราไม่ แต่กลับไปตกอยู่ที่เพลง เทพธิดาดอย ซึ่งขับร้องโดย แพทย์หญิงพันทิวา สินรัชตานันท์ ขณะนั้นหมอก็เป็นเพียงนักร้องสมัครเล่น ความที่ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเข้าทำงานในโรงพยาบาล ก็ยังชอบร้องเพลงเรื่อยมา หมอเคยไปร้องเพลงออกโทรทัศน์และคุณ ว.วัชญาน เห็นเข้า จึงชวนมาร้องเพลงอัดแผ่นเสียงและก็โด่งดังเกินคาด

ส่วนที่ผมบอกว่า รอคอยมาถึง 38 ปีนั้นเพราะจากปี 2523 ก็ไม่เคยมีวี่แววของหนังเลยว่า จะได้กลับมาให้เห็น แม้หนังจะเคยไปฉายที่ไต้หวัน แต่ก็ทราบว่า ฟิล์มฉบับที่ไต้หวันฉายนั้นมีการตัดต่อเนื้อเรื่องให้สั้นลงและมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครให้เป็นคนจีนไต้หวันทั้งเรื่อง ส่วนฟิล์มในไทยนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ทีแรกก็ปลงใจไปแล้วว่า หนังคงจะสาบสูญไปตามกาลเวลา ยิ่งเป็นหนังดังๆ แบบนี้ด้วย โอกาสที่ฟิล์มจะเสียหายไปเพราะการฉายย่อมเป็นไปได้สูงมากๆ กระทั่งเมื่อไม่มีกี่เดือนมานี้ คุณทองใบ มณีอินทร์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังกลางแปลงชัยนาทมาช้านานก็ส่งข่าวมาเพื่อนผมว่า พบกากฟิล์ม 35 มม.เรื่อง เทพธิดาดอย ชุดหนึ่งอยู่ทางภาคเหนือ แต่มีเหลือ 5 ม้วน จะเอาไหม พวกเราก็รีบตอบกลับไปว่า เอา.. ครั้งแรกที่เราได้เห็นกระเป๋าฟิล์มหนังนั้น ดูจากภายนอกแล้วสภาพก็ยังดูดีๆ แต่พอเปิดกระเป๋า หยิบฟิล์มขึ้นมาดูส่องจึงเห็นว่า ฟิล์มเหลือแต่สีแดงๆ และเนื้อฟิล์มเสียหายไปมาก บางช่วงก็เริ่มบิดงอ บวม บางช่วงภาพก็ลอกๆ เลอะๆ จนเนื้อฟิล์มจับติดกันเอง มองไม่เห็นภาพบนฟิล์มแล้ว ถ้าในแง่ธุรกิจ กากฟิล์มชุดนี้จะไม่มีค่าอะไรเลย แต่ความที่เป็นหนังที่เพื่อนผมก็รอคอยมาเช่นกัน จึงลองเสี่ยงนำกากฟิล์มนี้กลับมาเพื่อฉายดู ผลปรากฏว่าฟิล์มเสียหายไปเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่โชคดีที่หนังไม่ค่อยมีบทพูด จึงยังพอดูๆ เดาๆ จนจบเรื่องได้

เรื่องย่อของ เทพธิดาดอย นั้น เริ่มขึ้น ณ หมู่บ้านตีนดอยแห่งหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านกำลังจับจ่ายค้าขายกันตามปกติ ก็มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่าเข้ามากลางฝูงชน เมื่อรถม้าหยุด ก็มีชายสามคนค่อยๆ ทยอยคลานออกมาอย่างคนป่วย ร้องเสียงโอดโอย ชายทั้งสามได้แก่ ลุงฉุย ซึ่งเป็นพ่อของ ชวินทร์ (เติ้ง เจ๋ เหยิน) สุเชาว์ พี่ชายของ ไชยยศ (ไกรสร แสงอนันต์) พากเพียร พี่ชายของ วิเชียร (จาง ฮั่น โป๋) ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนเดินทางขึ้นดอยไปแสวงโชคตามประสาหนุ่มๆ จากอาการที่คุ้มคลั่งคล้ายโดนวางยาสั่ง ชาวบ้านจึงลือกันว่า ทั้งสามคนจะต้องไปกระทำผิดต่อสาวๆ เผ่าแม้ว จึงโดนวางยาสั่งเพราะยาสั่งนั้น มีแต่พวกแม้วเท่านั้นที่ชอบใช้ โดยยาสั่งจะทำมาจากเศษซากของสัตว์มีพิษที่ตายแล้ว เอามาทำพิธีทางไสยศาสตร์ เมื่อพวกแม้วโกรธแค้นใครหรือต้องการจะเอาใครไปเป็นทาส ก็จะวางยาสั่งให้กิน ถ้าไม่กินยาแก้ ก็จะต้องตายทุกคน

เมื่อไชยยศ ชวินทร์และพากเพียร ทราบเรื่องก็พยายามนำตัวญาติๆ ของตนที่โดนยาสั่งไปรักษา แต่หมอในหมู่บ้านก็รักษาไม่ได้พร้อมกับให้คำแนะนำว่า วิธีรักษาที่ถูกต้องก็คือ ต้องรู้ให้แน่ว่าแม้วเผ่าใดเป็นคนวางยาและจะต้องไปเอายาแก้จากแม้วเผ่านั้นๆ มา ทั้งสามคนจึงตัดสินใจขึ้นดอยเพื่อไปสืบดูว่า แม้วเผ่าใดที่วางยาสั่งญาติๆ ของตน เมื่อไปถึงทั้งสามก็แยกกันสืบหาแม้วเป็นคนวางยาสั่ง

ไชยยศ ได้พบกับ เม่ยหนุง (เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ส่วนวิเชียรได้พบกับ เม่ยอี้ (เฉา จิ้น หลง) ซึ่งทั้งสองสาวเป็นเจ้าหญิงของเผ่าแม้วแห่งหนึ่ง เมื่อเม่ยหนุงและเม่ยอี้รู้จุดประสงค์ของไชยยศกับวิเชียรแล้ว จึงบอกว่า แม้วที่ชอบวางยาสั่งก็คือ แม้วสาวจากถ้ำอสรพิษ จากนั้นก็อาสาพาทั้งสองคนไปถ้ำอสรพิษ

ส่วนชวินทร์นั้น เมื่อแยกตัวไปอีกทางหนึ่ง ก็ได้พบกับพี่กลางแห่งสามสาวอสรพิษซึ่งเป็นผู้วางยาสั่งพ่อของตน โดยพี่กลางบอกว่า เหตุที่ต้องวางยาสั่งก็เพราะพ่อของชวินทร์หลอกลวง พอได้เสียเป็นผัวเมียกันแล้ว ก็จะทอดทิ้งไป จึงถูกวางยาสั่ง ชวินทร์เจรจาขอยาแก้จากพี่กลางเพื่อไปรักษาพ่อตนโดยมีข้อแม้ว่า ชวินทร์จะอยู่กินกับพี่กลางแห่งถ้ำอสรพิษนี้ตลอดไป

ระหว่างที่ชวินทร์อยู่ในถ้ำกับพี่กลางนั้น ไชยยศ พากเพียรและเม่ยหนุงกับเม่ยอี้ ก็เดินทางมาถึงถ้ำอสรพิษ ระหว่างที่กำลังเจรจาขอยาแก้พิษจากน้องเล็กของสามสาวอสรพิษใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว ก็เผอิญว่าชวินทร์ซึ่งรู้ว่าตนเองก็ถูกวางยาสั่งเหมือนพ่อด้วย ได้แอบขโมยยาแก้จากพี่กลาง จะเอาไปให้ไชยยศกับพากเพียร แต่พี่กลางเห็นเสียก่อน จึงเกิดจากยื้อแย่งกัน พี่กลางพลาดท่าถูกชวินทร์แทงตาย ทำให้น้องเล็กโกรธแค้นที่พี่กลางถูกฆ่าตาย จึงปล่อยผีเสื้อยาสั่งออกมากัดคนทั้งสี่ทันที ทั้งสี่คนต่างโดนพิษยาสั่งจากผีเสื้อ กำลังใกล้จะสิ้นลม แต่โชคดีที่ชวินทร์นำยาแก้พิษที่ขโมยมาให้ทั้งสี่กินได้ทันจึงรอดตาย ส่วนตัวชวินทร์เองโดนยาสั่งไปหลายขนาน กินยาแก้ไม่ทันก็เลยเสียชีวิต

การเสียชีวิตของพี่กลางกับชวินทร์ ทำให้น้องเล็กเริ่มคิดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ ฝ่ายเม่ยหนุงกับเม่ยอี้ก็ยื่นข้อเสนอว่า ถ้าน้องเล็กยอมมอบตำราแก้ยาสั่งให้ตน ตนก็จะมอบตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งดอยนี้ให้น้องเล็กได้ปกครองแทนเพราะทั้งเม่ยหนุงและเม่ยอี้ต่างตกลงปลงใจที่จะลงจากดอยไปใช้ชีวิตรักกับหนุ่มไทยคือไชยยศและพากเพียร เรื่องราวก็จบลง