Hair Magazine

หนัง 16 เพลง 35 สัญญา

ขึ้นหัวเรื่องมาสั้นๆ เดี๋ยวจะงง ต้องขอขยายความกันก่อนนะครับ หนัง 16 ก็หมายถึง ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาฉายจากฟิล์มขนาด 16 มม. ส่วน เพลง 35 นั้นก็หมายถึง ฉากเพลงในภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยฟิล์มขนาด 35 มม. นะครับ

คราวนี้ ก็มาเข้าเรื่องว่า ทำไมถึงบอกว่า หนัง16 เพลง 35 ก็ต้องย้อนกลับไปในยุคแรกๆ ที่เริ่มมีการสร้างภาพยนตร์ไทยออกมาฉายในโรงภาพยนตร์ สมัยนั้นภาพยนตร์ไทยก็จะถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม.กันนะครับ ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ก็ทำให้เกิดการขาดแคลนฟิล์มภาพยนตร์ 35 มม.สำหรับสร้างภาพยนตร์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องใหม่ๆ ก็ยังส่งเข้ามาฉายไม่ได้อีกคุณแท้ ประกาศวุฒิสาร จึงริเริ่มนำฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 16 มม.ซึ่งสมัยนั้นมักจะใช้เป็นฟิล์มที่ถ่ายทำข่าวหรือสารคดีสั้นๆ มาลองถ่ายทำเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเพื่อฉายในโรงชั้นหนึ่งโดยเริ่มจากปี 2492 เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย นำแสดงโดย สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์-สอางค์ ทิพย์ทัศน์ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ 16 มม.พากย์สดๆ เวลาฉายนั้นก็จะต้องมีนักพากย์ชาย-หญิงมานั่งพากย์กันสดๆ วางเสียงเอฟเฟคกันสดๆ ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ ภาพยนตร์ แทบจะไม่มีใครติติงเลยว่าเป็นหนังฟิล์มเล็กๆ เพราะสามารถฉายออกมาได้เต็มจอใหญ่เหมือนหนัง 35 มม.

สุภาพบุรุษเสือไทย จึงเป็นภาพยนตร์ 16 มม.พากย์สดๆ เรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งและถือเป็นแบบอย่างให้ผู้สร้างรายอื่นๆ หันมาสร้างภาพยนตร์ไทยด้วยฟิล์ม 16 มม.กันเรื่อยมา แม้ในสายตาของคนบางกลุ่มจะมองว่าเป็นการสร้างภาพยนตร์แบบถอยหลังเข้าคลองเพราะไม่เป็นไปตามมาตรฐานโลกที่นิยมสร้างด้วยฟิล์ม 35 มม. แต่พอระยะหลังๆ เมื่อมีภาพยนตร์ 16 มม.อีกหลายๆ เรื่องของหลายผู้สร้างประสบความสำเร็จเกินคาดในด้านรายได้เรียกว่า หนังฟิล์มเล็กๆ แต่ทำรายได้ไม่แพ้หนังฟิล์มใหญ่ๆ อีกทั้งเมื่อมีพระเอก-นางเอกคู่ขวัญผูกขาดอย่าง มิตร ชัยบัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์ เข้าวงการมาเป็นหัวหอกแสดงภาพยนตร์ 16 มม.อีกด้วย ก็เลยทำให้ความนิยมในการสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 16 มม.ยืนระยะเวลาได้ยาวไปจนถึงปี 2515 จึงหมดยุคการสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 16 มม.

ในยุคที่ภาพยนตร์ 16 มม. รุ่งเรืองนั้น อาชีพนักพากย์ภาพยนตร์ก็เฟื่องฟู่ด้วยเช่นกัน สมัยก่อนนั้นยังไม่นิยมระบบการพากย์เสียงลงฟิล์มเพราะต้นทุนสูงและยังไม่มีการพากย์อัดเสียงลงเทป ก็ทำให้นักพากย์แต่ละคนมีรายได้จากการพากย์หนังมากขึ้น จะมีการจับคู่พากย์เป็นชาย-หญิง แบ่งกัน เป็นสายๆ ตามโรงภาพยนตร์หรือตามภูมิภาค สมัยนั้นนอกจากนักพากย์จะพากย์แล้ว ก็ยังต้องทำเสียงเอฟเฟคต่างๆ เองเช่น เสียงปืน เสียงเตะต่อย เสียงหมาหอน เสียงประกอบอื่นๆ ขณะพากย์อีกด้วย เวลาพากย์นั้น หากมีฉากร้องเพลงในภาพยนตร์ นักพากย์ก็จะต้องร้องเพลงนั้นๆ ด้วย ปัญหาก็ เกิดขึ้นว่า ถ้านักพากย์ไม่ถนัดที่จะร้องเพลง จะทำอย่างไร หรือถ้าเป็นเพลงที่โด่งดังจนคนจำเสียงนักร้องต้นฉบับได้แล้ว จะทำอย่างไร ข้อนี้ ผู้สร้างเขาก็เลยหาแผ่นเสียงเพลงนั้นๆ ส่งไปพร้อมกับฟิล์มภาพยนตร์ที่จะฉาย เมื่อฉายมาถึงฉากร้องเพลง นักพากย์ก็จะเอาแผ่นเสียงเพลงนั้นๆ มาเปิดให้เข้ากับภาพที่ฉายบนจอหนังซึ่งแรกๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะฟิล์มยังอยู่ครบ แต่นานวันไปเมื่อฟิล์มเริ่มขาดชำรุด คราวนี้แหละ เสียงเพลงกับภาพบนจอภาพยนตร์ก็จะเริ่มไม่ตรงกัน คนดูก็จะโห่ฮาเอาได้

ปัญหาที่ว่า จะทำอย่างไรให้เพลงในภาพยนตร์ 16 มม.ดูคงเส้นคงวา สมจริง เป็นเรื่องยุ่งยากมากในสมัยนั้น ยิ่งถ้าเป็นภาพยนตร์เพลงด้วยแล้ว หากเสียงเพลงไม่ตรงกับปากนักแสดงก็จะเสียงหนังได้

ผู้สร้างบางรายจึงเริ่มคิดถ่ายฉากเพลงด้วยฟิล์ม 35 มม.เสียงในฟิล์มและนำไปฉายแทน แต่วิธีนี้ก็จะเกิดความยุ่งยากในการฉายเพราะโรงภาพยนตร์ที่จะฉายได้นั้นก็จะต้องมีเครื่องฉายสองระบบคือ 16 มม.และ 35 มม.โดยเวลาฉายส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องก็จะฉายด้วยเครื่องฉาย 16 มม. แล้วนำฉากเพลงที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม.ไปใส่รอไว้ในเครื่องฉาย 35 มม. เมื่อนักพากย์พากย์มาถึงฉากเพลง ในบทพากย์ก็จะมีการเขียนบอกก่อนล่วงหน้าว่า ฉากเพลง 35 มม. นักพากย์ก็จะให้สัญญาณไปยังคนฉายหนังเพื่อให้เตรียมหยุดเครื่องฉาย 16 มม.และเปิดเครื่องฉาย 35 มม.ฉายขึ้นมาแทน เมื่อฉากเพลง 35 มม.จบลงแล้วก็ต้องเปิดเครื่องฉาย 16 มม.ฉายขึ้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะต้องปิดๆ เปิดๆ เครื่องฉายไปจนกว่าจะจบเรื่อง ข้อดีของการฉายฉากเพลงด้วยฟิล์ม 35 มม.ก็คือ จะได้ทั้งภาพและเสียงเพลงสมจริง ผู้สร้างจึงมักจะมีการเขียนโฆษณาว่า ฟังเพลงเอก ในระบบ 35 มม.เสียงในฟิล์ม ไว้บนใบปิดภาพยนตร์ บางคนก็เรียกภาพยนตร์ประเภทนี้ว่าเป็น หนัง 51 มม. คือเอาตัวเลข 16 มาบวกกับ 35 นั่นเอง

แต่ข้อเสียของหนัง 51 มม. ก็คือ ถ้าหากโรงภาพยนตร์นั้นๆ ไม่มีเครื่องฉาย 35 มม.ก็จะไม่สามารถฉายฉากเพลงในเรื่องนั้นได้ หนังก็จะเข้าโปรแกรมฉายที่โรงไม่ได้เช่นกัน ต่อมาผู้สร้างภาพยนตร์ก็เลยแก้ปัญหานี้ให้โรงภาพยนตร์ที่มีแต่เครื่องฉาย 16 มม.ด้วยวิธีการนำฉากเพลงที่เป็นฟิล์ม 35 มม.ไปพิมพ์ลดขนาดลงเป็นฟิล์ม 16 มม.แทน แล้วก็นำฟิล์ม 16 มม.นั้นไปต่อรวมไว้กับฟิล์มภาพยนตร์เรื่องที่จะฉายก็เป็นอันหมดปัญหาไป เมื่อมีการฉายฉากเพลงด้วยฟิล์ม 35 มม.เสียงในฟิล์มบ่อยๆ เข้า ก็ทำให้ผู้คนติดใจเพลงเอกจากภาพยนตร์มากขึ้นเพราะดูสมจริงกว่าจนมีผู้สร้างภาพยนตร์บางคนนำเอาเฉพาะฉากเพลงเอกของแต่ละเรื่องมาต่อๆ รวมกันเป็นสิบๆ เพลงและนำออกฉายโดยทั้งเรื่องจะมีแต่ฉากเพลงเท่านั้น

ผลดีอย่างหนึ่งของการฉายฉากเพลงด้วยฟิล์ม 35 มม. คือทำให้ผู้สร้างบางรายเริ่มคิดที่จะกลับไปสร้างภาพยนตร์เรื่องด้วยฟิล์ม 35 มม.เสียงในฟิล์มเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศเช่น กรณีเรื่อง ชาติลำชี ปี 2512 ของครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ที่เนื้อเรื่องถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม.ส่วนฉากเพลงเอกก็ถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. เสียงในฟิล์ม ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ครูรังสีตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เพลงเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ปี 2513 ด้วยฟิล์ม 35 มม.เสียงในฟิล์มทั้งเรื่อง หรือกรณีคุณฉลอง ภักดีวิจิตร ที่สร้างเรื่อง ฝนใต้ ปี 2513 ด้วยฟิล์ม 16 มม. ฉากเพลงก็ถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. พอเรื่องถัดมาคือ ฝนเหนือ ปลายปี 2513 คุณฉลองก็เปลี่ยนมาสร้างในระบบ 35 มม.เสียงในฟิล์มทั้งเรื่อง เป็นต้น นี่แหละครับ หนัง 16 เพลง 35