Hair Magazine

ย้อนตำนานหนังไทย ดรรชนีนาง นิ้วนี้เพื่อรัก โดย มนัส กิ่งจันทร์

ดรรชนีนาง  นิ้วนี้เพื่อรัก โดย มนัส กิ่งจันทร์

เมื่อตอนที่เธอรักฉันใหม่ๆ เธอเคยชมว่า นิ้วฉันสวย.. แต่เมื่อเธอสิ้นรักและไปแต่งงานกับหญิงอื่น ดังนั้น ของขวัญวันแต่งงานที่ฉันจะมอบแก่เธอก็คือ นิ้วที่เธอเคยชมว่าสวยนั่นเองซึ่งเป็นที่มาเรื่อง ดรรชนีนาง

ดรรชนีนาง เป็นบทประพันธ์ของ อิงอร ว่ากันว่า บทประพันธ์นี้เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่แสดงละครเวทีมาแล้ว ต่อมาจึงมีการนำไปสร้างเป็นหนัง นำแสดงโดย ส.อาสนจินดา-สวลี ผกาพันธ์ ถัดจากนั้นก็มีการสร้างภาคต่อในเรื่อง ดรรชนีน้อย ต่อมา ส.อาสนจินดา ก็นำบทประพันธ์ดรรชนีน้อยมาสร้างเป็นหนังอีกในปี 2498 แต่เปลี่ยนชื่อเป็น เสือน้อย

จากนั้นเรื่องราวของดรรชนีก็กลับมาอีกในปี 2504 ซึ่งเราจะพูดถึงกันในฉบับนี้ อย่างไรก็ตามพอปี 2519 ก็มีการนำกลับมาสร้างอีกในชื่อ ดรรชนีไฉไล นำแสดงโดย รัชนู บุญชูดวง-อาวุธพิทักษ์และปี 2523 ก็มีการสร้างภาคต่อในเรื่อง เสือน้อย ตามมาอีก

กลับมาที่ ดรรชนีนาง ปี 2504 นั้น เป็นหนัง 16 มม.พากย์สดๆ นำแสดงโดย พิศมัย วิไลศักดิ์-แสน สุรศักดิ์-งามตา ศุภพงษ์-อบ บุญติด-ม.ร.ว.ประสิทธิศักดิ์ สิงหรา-พูนสวัสดิ์ ธีมากร สร้างโดยภาพยนตร์สหะนาวีไทย โดยสุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ฉายครั้งแรกต้อนรับตรุษจีนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2504 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี สมัยนั้นเป็นหนังรักที่โด่งดังมากจนมีแฟนๆ อยากจะดูอีก แต่ก็ไม่สามารถตามหากากฟิล์มหรือใบปิดโปสเตอร์ก็เลย

หากย้อนหลังไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ฟิล์มหนัง ดรรชนีนาง ถูกใช้ฉายให้ความบันเทิงกับผู้คนในจังหวัดนครสวรรค์เป็นแหล่งท้ายๆ คนที่ฉายคือนายหลุย ปานขลิบ เจ้าของร้านขายยาหมอหลุยซึ่งชาวบ้านอำเภอหนองบัวคุ้นเคยกันดี นายหลุยเป็นเจ้าของวิกศรีประทุม จัดฉายหนังเก็บสตางค์ บางครั้งก็ไปฉายหนังขายยาด้วย

ต่อมาเมื่อหมดยุคหนัง 16 มม.นายหลุยก็ลาอุปสมบท แต่ยังเก็บฟิล์มดรรชนีนางไว้ คุณอนุกูล วิมูลศักดิ์ซึ่งรู้จักหลวงพ่อหลุยจึงขอยืมฟิล์มมาให้ฉายทำภาพเก็บไว้ หนังมีอยู่ 4 ม้วน แต่ละม้วนผ่านการฉายมาอย่างโชกโชน หนามเตยจึงแตกและเสียหายไปบ้าง บางม้วนก็เหลือมาไม่เต็มม้วน เมื่อฉายแล้วเหลือความยาวประมาณ 70 นาที แต่ก็ยังดูรู้เรื่องซึ่งตอนนี้พวกเรากำลังหาคนสนับสนุนช่วยหนังให้มีเสียงพากย์อยู่นะครับ

ดรรชนีนาง เป็นหนังชีวิตรัก เพลงไพเราะ เริ่มเรื่องที่เกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา เมื่อเรือรบหลวงอรุโณทัย ทอดสมออยู่ระหว่างเกาะหนูกับเกาะแมว นาวาโทหม่อมเจ้านิรันดร์ฤทธิ์ ธำรง นายทหารเรือหนุ่มแห่งราชนาวีไทย (แสน สุรศักดิ์) พร้อมด้วยจ่าอยู่ (พูนสวัสดิ์ ธีมากร) ก็ปีนเขาขึ้นไปสำรวจดูทำเลแถวนั้น ระหว่างส่องกล้องทางไกลมองดูอยู่นั้น นิรันดร์ก็ส่องไปเห็นสาวน้อยนางหนึ่งกำลังเล่นน้ำ เธอสวยเป็นที่ต้องตาต้องใจเป็นยิ่งนัก

นิรันดร์จึงพาจ่าอยู่ไปตามหาสาวน้อยนางนี้และทราบว่าเธอชื่อ ดรรชนี (พิศมัย วิไลศักดิ์) ดรรชนี พักอยู่ในกระท่อมกับพ่อแก่ๆ ชื่อพระนเรศราภิบาล (ม.ร.ว.ประสิทธิศักดิ์ สิงหรา) นายทหารที่ออกจากราชการมาเป็นชาวประมงอยู่เกาะแห่งนี้

เมื่อนิรันดร์ได้พบดรรชนีก็เอ่ยปากฝากรักตั้งแต่แรกเห็น วันหนึ่งขณะที่ดรรชนีกำลังเฉาะมะพร้าวให้นิรันดร์ ก็เผอิญไปเฉาะโดนนิ้วตัวเอง นิรันดร์ได้ช่วยปฐมพยาบาลและยังชมว่านิ้วก้อยดรรชนีสวยงามและทั้งคู่ก็ลักลอบได้เสียกัน ทำให้พระนเรศโกรธที่ดรรชนีไม่ยอมเชื่อคำเตือนของพ่อที่ไม่ให้ยุ่งกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะพวกทหารเรือ แต่ดรรชนีก็ยังลักลอบไปพบกับนิรันดร์อีก พระนเรศจึงเฆี่ยนดรรชนีด้วยหางกระเบน เสียงร้องของดรรชนีก็ยิ่งทำให้พระนเรศผู้เป็นพ่อเจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าเพราะก่อนหน้านั้นพระนเรศไม่เคยลงโทษลูกมาก่อนเลย

พระนเรศเสียใจก็กินเหล้าหนักยิ่งขึ้นและพร่ำพรรณนาต่อหน้าหลุมศพของดรรชนีไฉไลภรรยาของตน แม่ของดรรชนีนั้นเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์ที่ยอมหนีตามคนที่ตนมารักมาเป็นชาวประมงจนๆ กระทั่งคลอดลูกดรรชนีจึงป่วยตาย

ดรรชนีจึงเติบโตขึ้นมาจากความรักของผู้เป็นพ่อที่ยังจมปลักอยู่กับความหลังโดยมีเหล้าเป็นเครื่องปรับทุกข์ ส่วนตัวดรรชนีเองก็มีเพียงเจ้าลิงจ๊อก ลิงแสนรู้เป็นเพื่อนเล่นคู่ใจตลอดมากระทั่งได้มาพบชายหนุ่มคนที่บอกว่า รักเธอมากๆ คือนิรันดร์ เธอจึงทุ่มหัวใจรักให้ แล้ววันหนึ่ง นิรันดร์ก็มาพบดรรชนีเพื่อจะขอลากลับกรุงเทพฯ โดยปากก็ยังพร่ำคำว่า ไม่ลืมดรรชนี จะกลับมาหาดรรชนี นิรันดร์จากไปโดยยังไม่รู้เลยว่า ดรรชนีได้ตั้งท้องอ่อนๆ แล้ว

นับแต่วันที่นิรันดร์จากดรรชนีไป ดรรชนีก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันกลับมาของชายคนรัก แต่ก็ไม่มีวี่แววอะไร ฝ่ายผู้เป็นพ่อก็ได้แต่เฝ้ามองลูกสาวด้วยความรักความสงสาร แต่ก็ไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้จึงยิ่งกินเหล้าหนักเรื่อยๆ จนร่างกายทรุดโทรม ฝ่ายนิรันดร์นั้นเมื่อกลับไปกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับศิริยุคล (งามตา ศุภพงษ์) สาวสังคมชื่อดัง ทั้งคู่คบหาเป็นแฟนกันโดยผู้ใหญ่สองฝ่ายสนับสนุน

เวลาผ่านไปหลายเดือน ท้องของดรรชนีก็เริ่มโตขึ้น แต่นิรันดร์ก็ไม่กลับมาหาตามสัญญา พ่อจึงยอมบากหน้าพาดรรชนีเข้ากรุงเทพฯ ไปตามหานิรันดร์ แต่เมื่อไปถึงก็พบกับภาพบาดตาบาดใจเพราะนิรันดร์ควงคู่อยู่กับศิริยุคล ใครๆ ก็ดูออกว่า สองคนเป็นคนรักกัน เมื่อพ่อกับดรรชนีทวงหาสัญญารักก็ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยแถมยังใช้เงินฟาดหัวอีก ทำให้พ่อถึงกับเป็นลมล้มฟุบ ครั้นพอซมซานกลับมาถึงกระท่อมดรรชนีได้ไม่นาน พ่อก็ตรอมใจตาย ดรรชนีพกความแค้นครั้งนี้เก็บไว้

ต่อมาดรรชนีทราบข่าวว่า นิรันดร์จะแต่งงานกับศิริยุคล ดรรชนีบรรจงห่อของขวัญส่งให้นิรันดร์คนรัก เมื่อนิรันดร์เปิดห่อของขวัญออกดูก็พบว่าในขวดนั้นมีนิ้วสีขาวซีดๆ มีรอยแผลเป็นเห็นที่กลางนิ้ว นิรันดร์จึงหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา เขานึกถึงสาวน้อยดรรชนีที่สงขลาขึ้นมาทันที จึงรีบผละออกจากห้องหอเพื่อเดินทางไปหาดรรชนีทันที

พอถึงฉากนี้ ถ้าเป็นละครหรือหนังดรรชนีนางรุ่นแรก ภาพก็จะเห็นเป็นว่า นิรันดร์ไปถึงกระท่อมดรรชนีช้าไปเพราะเมื่อไปถึง ณ ที่แห่งนั้น ไม่มีดรรชนี ไม่มีอะไรอีกแล้วเพราะพายุเพิ่งพัดทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะนั้นออกไป ไม่มีอะไรเหลือให้นิรันดร์ได้สำนึกบาปอีกแล้ว

แต่พอมาสร้างเป็นหนังในปี 2504 ผู้สร้างเกรงว่า คนดูจะเศร้าเกินไปกับชีวิตที่รัดทนของดรรชนี จึงเปลี่ยนบทภาพยนตร์เป็นว่า เมื่อนิรันดร์ไปถึงกระท่อมดรรชนี ก็พบลิงจ๊อก เมื่อถามลิงจ๊อกถึงดรรชนี ลิงจ๊อกก็ชี้ไปที่หลุมฝังศพ นิรันดร์จึงตามไปที่หลุมฝังศพและพบว่า ดรรชนีกำลังคร่ำครวญอยู่กับหลุมฝังศพของพ่อและแม่

พอนิรันดร์โผล่เข้าไป ดรรชนีซึ่งกำลังมีไฟแค้นสุมอกอยู่ก็บันดาลโทสะลั่นไกปืนใส่นิรันดร์ทันที นิรันดร์ล้มฟุบลงบนหลุมฝังศพ ดรรชนีก็เข้าไปขยับตัวและคร่ำครวญถึงความรักของตนกับนิรันดร์ในอดีตทำนองให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมา จากนั้นนิรันดร์ก็ฟื้นขึ้นมาบอกว่า ยังไม่ตาย ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด หนังก็จบ

ดรรชนีนาง เป็นหนังที่มีเพลงไพเราะ 7 เพลงคือ กลางสายชล ดรรชนีครวญ ดรรชนีไฉไล เดือนต่ำดาวตก สงขลา หนาวตัก อรุโณทัยไม่กลับคืน ส่วนเพลงดรรชนีไฉไล ที่ขับร้องโดย สุรพล สมบัติเจริญ นั้นไม่ได้อยู่ในหนังเรื่องนี้