Hair Magazine

ตามล่า หาให้เจอ

เพราะคำว่า อยากได้ ก็ต้องตามหา ทำให้พอมีเบาะแสหรือแหล่งข่าวเกี่ยวกับฟิล์มหนังไทยเก่าๆ เข้ามา ผมกับเพื่อนก็ต้องหาทางลงพื้นที่เพื่อจะเจาะให้ได้ว่า ยังมีฟิล์มหนังอยู่จริงหรือไม่

เช้าวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ผมกับเพื่อนอีก 3 คนเดินทางด้วยรถตู้เจ้าประจำมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ ไปหาคุณทองใบ มณีอินทร์ เจ้าของบริการหนังกลางแปลง ทองใบภาพยนตร์ ที่วัดกำแพง อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณทองใบก็เป็นแหล่งข่าวและเคยหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ ให้พวกเรา พอคุณทองใบรู้ว่า พวกเรากำลังจะเดินทางไปหาฟิล์มหนัง ก็เลยนัดให้พวกเราเข้าไปรับกากฟิล์มหนัง 35 มม.ประมาณ 40 ม้วนซึ่งเป็นหนังไม่จบเรื่องที่คุณทองใบหามาได้จากภาคเหนือ ก็เป็นอันว่า ก้าวแรกของวันนั้น พวกเราก็ได้กากฟิล์มกองใหญ่ๆ มาตุนไว้เป็นกำลังใจแล้ว

เมื่อรับกากฟิล์มหนังเสร็จ พวกเราก็เดินทางออกจากสรรคบุรีมุ่งหน้าไปแถวๆ โรงพยาบาลหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ก็ไปตามเสียงคำเล่าลือที่พี่นักพากย์คนหนึ่งเขาบอกว่า เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยตามเพื่อนเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านคนธรรมดาที่ไม่ใช่พวกฉายหนังกลางแปลงเพื่อซ่อมเครื่องฉายหนัง 16 มม.และมองเห็นว่าในบ้านหลังนั้นมีกระเป๋าฟิล์ม 16 มม.อยู่หลายกระเป๋า ก็เลยบอกพวกเราให้ลองไปสืบๆ ดูเผื่อจะได้ฟิล์มกลับมา เพียงแค่ได้ยินข้อมูลแค่นี้ หัวใจเราก็พองโตกันแล้ว พวกเราตระเวนสอบถามร้านค้าแถวๆ หน้าโรงพยาบาลหนองบัวแล้ว แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย มีอยู่ร้านหนึ่งพอเราเล่าเรื่องทำนองนี้ให้เขาฟัง เขาก็บอกว่า ถ้าเป็นคนที่ชอบฉายหนังเล่นๆ ก็น่าจะอยู่ที่ห้องแถวถัดๆ ไปเพราะเคยเห็นเขาตั้งจอฉายหนังและก็พาพวกเราไปบ้านหลังนั้น พอไปถึงก็เห็นว่าร้านปิด แต่มีเบอร์โทรศัพท์เขียนไว้กับป้ายหน้าร้าน ก็ลองโทรสอบถามดู ก็ได้ความว่าคนที่ฉายหนังนั้นเป็นคุณพ่อ แต่หนังที่มีจะเป็นหนังฝรั่ง ไม่ใช่หนังไทย

พลาดหวังจากหนองบัว พวกเราก็เดินทางต่อไปยังตลาดสดพิจิตรธานี จังหวัดพิจิตร เพื่อจะไปหาลุงบัญชา เต็งเจริญ เจ้าของบริการหนังกลางแปลง บัญชาภาพยนตร์ หลังจากพูดคุยกันถึงความหลังเก่าๆ เมื่อครั้งฉายหนังกลางแปลงกันแล้ว ลุงบัญชาก็พาพวกเราขึ้นไปดูกระเป๋าฟิล์มหนัง 35 มม.ที่ยังเหลือเก็บไว้บนบ้านชั้นสอง

สำหรับความเป็นมาของบริการบัญชาภาพยนตร์นั้น ลุงบัญชาซึ่งปัจจุบันอายุ 82 ปีเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมเป็นช่างถ่ายรูป เปิดร้านถ่ายรูปอยู่ที่ตำบลไผ่ท่าโพเหนือ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ชื่อร้านนิมิตรศิลป์แต่เพราะความชอบดูหนัง จึงเริ่มไปหาหนัง 16 มม.มาปิดวิกฉายเก็บสตางค์จากชาวบ้านใช้ชื่อว่า บริการนิมิตรภาพยนตร์ ซึ่งเป็นชื่อของลูกชายคนที่ 2 เมื่อเห็นว่า กิจการไปได้ ด้วยดี ลุงบัญชาจึงตั้งบริการฉายกลางแปลง 16 มม.ขึ้นจริงๆ และรับฉายหนังเรื่อยมากระทั่งหมดยุคหนัง 16 มม. จึงเปลี่ยนไปฉายหนัง 35 มม.แทน กระทั่งต่อมาลูกชาย 2 คนที่ช่วยฉายหนังเสียชีวิตลง ลุงบัญชาจึงย้ายจากไผ่ท่าโพไปอยู่ที่ตัวเมืองพิจิตรและเปิดบริการฉายหนังกลางแปลงอีกครั้งในชื่อบัญชาภาพยนตร์ รับฉายหนังกลางแปลง 35 มม.เรื่อยมาจนถึงยุควีดีโอเทปเข้ามาตีตลาด จึงเลิกกิจการ ส่วนฟิล์มหนังบางส่วนก็เสียหายไปตามกาลเวลาและอีกบางส่วน ลุงบัญชาก็เก็บไว้ให้หลานชายซึ่งชอบการฉายหนังมาแต่เด็กๆ

จากนั้น พวกเราก็ข้ามฟากถนนไปที่ สถานีขนส่งพิจิตร เพื่อไปหาคุณมานพ สิงห์อินทร์ เจ้าของบริการฉายหนังกลางแปลง พิจิตรภาพยนตร์ 2 ซึ่งปัจจุบันก็ยังเปิดกิจการรับฉายหนังกลางแปลงอยู่

คุณมานพเล่าให้ฟังว่า เดิมพิจิตรภาพยนตร์นั้นเป็นกิจการของพ่อตาซึ่งเริ่มฉายหนังกลางแปลงมาตั้งแต่หนัง 16 มม. แต่เมื่อเลิกฉายหนัง 16 มม.นั้น ตัวเมืองพิจิตรเกิดน้ำท่วมบ่อยๆ ทำให้ฟิล์มหนังที่เก็บไว้เสียหายหมด ส่วนคุณมานพเองก็ตั้งบริการฉายหนังสืบต่อจากพ่อตา ใช้ชื่อว่า พิจิตรภาพยนตร์ 2

ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น เพื่อนผมก็มองไปเห็นม้วนฟิล์มหนัง 16 มม. ม้วนหนึ่ง แขวนไว้ที่ผนังห้อง คุณมานพเองก็ไม่รู้ว่าเป็นหนังเรื่องอะไร รู้แต่ว่ามิตร ชัยบัญชา แสดง เมื่อนำฟิล์มมาส่องดูภาพจึงรู้ว่าเป็นเรื่อง จอมโจรมเหศวร ม้วนจบ คุณมานพก็เลยมอบฟิล์มม้วนนี้ให้กับพวกเรากลับมา ส่วนที่มาของฟิล์มม้วนนี้นั้น คุณมานพเล่าให้ฟังว่า ได้มาจากพระรูปหนึ่งที่อยู่วัดคลองดู่ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พระรูปนั้นชอบฉายหนังมาตั้งแต่ยุค 16 มม. เก็บฟิล์ม 16 มม.ไว้มาก คุณมานพขอมาแค่ม้วนเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

พอได้ข้อมูลจากคุณมานพ พวกเราก็รีบค้นหาเส้นทางเพื่อจะไปวัดคลองดู่ทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นวัดเก่าแก่ ค่อนข้างเงียบสงบ เห็นพระรูปหนึ่งกำลังกวาดใบไม้จึงเข้านมัสการสอบถาม พระรูปนั้นก็บอกว่า ไม่เคยเห็นว่าในวัดนี้จะมีเครื่องฉายหนังหรือฟิล์มหนังอะไรเลย แต่ก็บอกอีกว่า มีพระรูปหนึ่งชื่อพระตุ๋ย เคยเป็นคนฉายหนังมาก่อน มาบวชอยู่ที่วัดนี้ ให้ลองไปสอบถามดูเอง พระตุ๋ยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยเป็นคนฉายหนังของบริการพยงค์ภาพยนตร์พิษณุโลก ต่อมาก็มาตั้งบริการฉายหนังเองชื่อกมลภาพยนตร์ อยู่ที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ส่วนที่ว่าวัดแห่งนี้เคยมีฟิล์มหนังนั้น ก็เป็นเรื่องจริงเพราะพระตุ๋ยเคยมาช่วยฉายหนังให้กับอดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้เสมอ ตอนนั้นวัดแห่งนี้มีเครื่องฉายหนัง มีฟิล์มหนัง 16 มม.และ 35 มม.เยอะมาก แต่ไม่ทราบว่า หลังจากที่เจ้าอาวาสรูปนั้นมรณภาพไปแล้ว สิ่งของเหล่านั้นใครเอาไปเพราะตอนที่พระตุ๋ยมาจำพรรษา ก็ไม่มีฟิล์มหรืออะไรที่เกี่ยวกับหนังอีกเลย น่าเสียดายที่วันนั้นพวกเราไปถึงวัดคลองดู่ก็เกือบ 5 โมงเย็น พอคุยกันเสร็จก็จะ 6 โมงเย็นแล้ว พระตุ๋ยบอกว่า ถ้ามาเช้าๆ กว่านี้หน่อย จะพาพวกเราไปตระเวนหาคนที่เคยฉายหนัง เคยพากย์ในย่านนั้นๆ อีก คืนนั้นพวกเราก็หาที่พักค้างแรมที่อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อว่า รุ่งเช้าจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดนครราชสีมา

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 พวกเราเดินทางออกจากบึงสามพันมุ่งหน้าไปนครราชสีมา ครั้งแรกก็คิดว่าจะไปหาคุณสุรินทร์ ลูกชายเจ้าของบริการพยงค์ภาพยนตร์ นครราชสีมา เพื่อหาแหล่งข่าว แต่เผอิญว่าคุณสุรินทร์กำลังเดินทางเข้าไปทำธุระในกรุงเทพฯ สวนทางกับพวกเรา จึงเข้าไปหาลุงฉกรรจ์ ศรีพรหม เจ้าของบริการหนังเก่าแก่ ศรีพรหมภาพยนตร์ นครราชสีมา ซึ่งข่าวว่าน่าจะยังมีฟิล์มหนังเก่าๆ เก็บไว้

สำหรับความเป็นมาของ ศรีพรหมภาพยนตร์ นั้น ลุงสกรรจ์ ปัจจุบันอายุ 80 ปี เล่าให้ฟังว่า ประมาณปี พ.ศ. 2500 เมื่อลุงเรียนจบจากกรุงเทพฯ ก็ได้เข้าทำงานที่การไฟฟ้าฯ แถววัดเลียบ พอตกกลางคืน ลุงสกรรจ์ก็จะออกไปกับพวกฉายหนังกลางแปลงแถวหลังโรงหนังเฉลิมกรุง ก็ไปฉายหนัง ไปพากย์หนัง ต่อมาทางบ้านเรียกตัวลุงให้กลับนครราชสีมาเพื่อค้าขายที่ร้านของพ่อแม่ แต่เมื่อลุงสกรรจ์แต่งงานแล้ว ประมาณปี พ.ศ. 2505 จึงเริ่มตั้งบริการฉายหนังกลางแปลง 16 มม.ในชื่อศรีพรหมภาพยนตร์ ก็รับฉายหนังเรื่อยมาจนหมดยุคหนัง 16 มม. ก็เปลี่ยนไปฉายหนัง 35 มม. ระหว่างที่ฉายหนังนั้นก็เคยเชิญดาราไปปรากฏตัว มีการแสดงดนตรีก่อนฉายหนัง ส่วนฟิล์มหนังเก่าๆ นั้นเมื่อเลิกฉาย ก็ยกให้เด็กหนังไปบ้าง ขายไปบ้าง เก็บบ้างบางส่วนและวันนั้นลุงสกรรจ์ก็มอบฟิล์ม 35 มม.ให้พวกเรามาด้วยจำนวนหนึ่ง

นี่แหละครับ ตามล่าและหาจนเจอ…