Hair Magazine

คมนักเลง ของ พนม นพพร

ต้องบอกว่า โชคดีจริงๆ สำหรับคนที่ชอบหนังไทยเก่าๆ เพราะเราเพิ่งจะได้พบฟิล์มหนังเรื่อง คมนักเลง ปี 2521 หนังเรื่องแรกที่ พนม นพพร ลงทุนสร้าง

สำหรับชื่อของ พนม นพพร นั้น เราอาจจะคุ้นเคยกันดีในฐานะที่เป็นนักร้องลูกทุ่ง โดย พนม นพพร นั้นมีชื่อจริงว่า ชาตรี ชินวุฒิ เกิดปี พ.ศ.2489 ที่ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เมื่อเรียนจบ ม.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อเพราะอยากจะเป็นนักร้องลูกท่ง สมัยเด็กๆ พนมชอบไปดูรำวง ก็เลยได้ร้องเพลงเชียร์รำวง ต่อมาก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับวงดนตรีเทียนชัย สมยาประเสริฐ ได้ร้องเพลง ลมร้อน อัดแผ่นเสียงเพลงเป็นครั้งแรก ต่อมาวงเทียนชัยยุบวง พนมจึงไปสมัครเป็นเด็กยกของในวงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคลและได้ขึ้นร้องเพลงแทนนักร้องคนอื่นๆ กระทั่งครูมงคลเห็นว่า พนมเสียงดี จึงให้ร้องเพลงอัดแผ่นเสียง เพลง สุขีเถิดที่รัก ส่วนเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้พนมอย่างมากก็คือ ลาสาวแม่กลอง ระหว่างที่พนมกำลังเป็นนักร้องมีชื่อเสียงนั้น ในวงการภาพยนตร์ไทยก็นิยมนำนักร้องลูกทุ่งเข้าไปแสดงภาพยนตร์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฉากร้องเพลง พนมจึงมีโอกาสตามชินกร ไกรลาศ นักร้องรุ่นพี่ไปร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วย

จากนั้นพนมก็ได้แสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น

– ปี 2513 เสน่ห์ลูกทุ่ง (สมบัติ-เพชรา) เพลงรักแม่น้ำแคว (สมบัติ-เพชรา)

– ปี 2514 ลำดวน (สมบัติ-เพชรา) ลมรักทะเลใต้ (สมบัติ-เพชรา) มนต์รักชาวไร่ (สมบัติ-อรัญญา) ค่าของคน (ไชยา-พิศมัย) เจ้าพระยาที่รัก (พิศมัย-ปริศนา-พนม) มันมากับความมืด (สรพงศ์-นัยนา) สะใภ้ยี่เก (ครรชิต-เนตรนภา) เทวดามาแล้ว (สมบัติ-ภาวนา) เพลงสวรรค์นางไพร (สมบัติ-ภาวนา) แม่ศรีไพร (นาท-เพชรา)

– ปี 2515 หัวใจป่า (นาท-เพชรา) หาดทรายแก้ว (สมบัติ-เพชรา) ศาลาลอย (สมบัติ-อรัญญา) นางฟ้าชาตรี (ไชยา-พิศมัย) ขวัญใจไอ้หนุ่ม (สมบัติ-สุทิศา) สวนสน (ยอดชาย-พิศมัย)

– ปี 2516 ดอนโขมด (สมบัติ-เพชรา) ยอดชาย (ยอดชาย-ภาวนา) แก้วตาขวัญใจ (สมบัติ-อรัญญา) วางฟูซาน (ยอดชาย-มิสหลินจี้) อะไรกันนักหนา (สุทิศา-สายัณห์) เตะฝุ่น (สมบัติ-เพชรา) ดรุณีผีสิง (ไพโรจน์-สุทิศา) ขอบฟ้าเขาเขียว (สมบัติ-อรัญญา) แก้วกลางนา (ยอดชาย-เวนิช บขส.-บุปผา)

– ปี 2517 แว่วเสียงลมรัก (ยอดชาย-เพชรา) ธิดาพญายม (ยอดชาย-อรัญญา)

– ปี 2518 ตะบันไฟ ตะไลเพลิง (เผ่าพันธุ์-พิศมัย) เพชฌฆาตรัก (สมบัติ-อุมา) ปล้นครั้งสุดท้าย (ยอดชาย-รุ้งลาวัลย์-วันดี)

จริงๆ แล้ว บทบาทที่ พนม นพพร แสดงมานั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฉากร้องเพลง แต่หลายๆ เรื่องก็มีการวางบทให้พนมเป็นตัวเดินเรื่องด้วย ทำให้พนมมีความคิดที่จะสร้างหนังเอง กำกับเองบ้าง นั่นจึงเป็นที่มาของการเริ่มเขียนเรื่องและต่อมาก็ลงทุนสร้างหนังเองเรื่องแรกคือ คมนักเลง

คมนักเลง นำแสดงโดย สมบัติ-อรัญญา-สมภพ-ช่อเพชร-ดามพ์-ลักษณ์-พิภพ-สมศักดิ์-พนม-มารศรี สร้างในชื่อนพพรภาพยนตร์ โดยมี อนิรุทธิ์ นุตไพโรจน์ เป็นผู้กำกับการแสดงและพนม นพพร ก็ได้ร่วมกำกับด้วย หนังฉายครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงหนังพาราไดซ์-พระโขนงรามา

สำหรับฟิล์มที่พบชุดนี้ เป็นฟิล์มเก่าเก็บขนาด 16 มม. (ต้นฉบับจะเป็นฟิล์ม 35 มม. แต่ผู้ผลิตได้พิมพ์ย่อขนาดลงเป็นฟิล์ม 16 มม.เพื่อความสะดวกในการส่งไปฉายตามหน่วยฉายหนังของทางราชการซึ่งสมัยนั้นนิยมนำหนังข่าวและหนังเรื่องออกไปฉายเผยแพร่ความรู้ด้านต่างๆ ให้ชาวบ้านในชนบทได้ชมกัน) ฟิล์มชุดนี้ คุณสินชัย นักสะสมฟิล์มหนังซึ่งอยู่จังหวัดสมุทรสาครซื้อเก็บไว้หนึ่งก๊อบปี้ ตอนแรกๆ ที่ซื้อมา ฟิล์มก็ยังเป็นสีธรรมชาติ แต่พอระยะเวลาผ่านไปเป็นสิบๆ ปี ฟิล์มก็จะเหลือแต่สีแดงๆ แต่ก็ยังฉายดูได้ตามปกติ

อาจเป็นเพราะความเป็นนักร้อง พอพนมมีโอกาสได้สร้างหนังเอง จึงต้องหาทางใส่ฉากเพลงเข้าไปในหนังให้ได้ ดังนั้น แม้ว่า คมนักเลง จะเป็นหนังบู๊ แต่พนมก็ยังเขียนบทใส่เพลงเข้าไปในหนังจนได้ ก็เหมือนๆ กับผู้กำกับหนังบู๊รุ่นพี่ๆ ได้เคยทำไว้

คมนักเลง มีเพลงอยู่ 6 เพลง โดย พนม นพพร ยกวงมาร่วมแสดง นำ สรวง สันติ นักร้องชื่อดังมาร่วมแสดง ร่วมร้องเพลง น้ำมันแพง ส่วนเพลงอื่นๆ ก็เช่นเพลง น้องบุ๋ม (พนม ร้องเอง) ส่วนเพลง พายงัด น้ำตาไอ้หนุ่ม น้ำตาชายเหนือ คนร้องน่าจะเป็นนักร้องลูกวงพนม นพพร ร้องแทน

คราวนี้ มาอ่านเรื่องย่อๆ ของ คมนักเลง กันนะครับ

เริ่มเรื่อง ที่เพชรบูรณ์ เมื่อ พรหม (สมบัติ) กับวิภา (อรัญญา) สองสามีภรรยาพร้อมด้วยลูกสาวน้องบุ๋ม (ปู จินดานุช) กลับมาทำไร่ซึ่งเป็นที่ดินมรดกของแม่ โดยแม่สั่งเสียไว้ก่อนตายว่า ให้พรหมเลิกประพฤติตัวไม่ดี ให้ทำมาหากินอย่างสุจริตและข้อสำคัญอย่าขายที่ดินนี้เด็ดขาด

ส่วนในย่านใกล้เคียงกันนั้น ก็มี ฤทธิ์ (ดามพ์) เจ้าพ่อผู้มีอันจะกิน เลี้ยงสมุนตัวร้ายๆ ไว้หลายคน ฤทธิ์ต้องการจะได้ที่ดินของพรหมเพื่อเปิดหน้าดินเข้าไร่ของตนเอง จึงติดต่อขอซื้อที่ดินจากพรหม แต่พรหมก็ไม่ขายเพราะแม่สั่งไว้ ทำให้ฤทธิ์โกรธแค้นพรหม

ฤทธิ์ มีน้องสาวคือ สุรีย์ (ช่อเพชร) ซึ่งกำลังจะแต่งงานกับ หมวดดอน (สมภพ) ดอนรู้ว่าฤทธิ์ ว่าที่พี่เขยต้องการที่ดินของพรหม จึงอาสาไปเจรจากับพรหมเพราะดอนเป็นเพื่อนกับพรหมมาแต่เด็กๆ แต่การเจรจาก็ล้มเหลวและทำให้ความเป็นเพื่อนของสองคนต้องขาดลงด้วย

ฤทธิ์จึงสั่งลูกน้องไปลอบฆ่าพรหม แต่น้องบุ๋มก็มารับเคราะห์ถูกกับระเบิดตายแทน พรหมรู้ว่า คนร้ายต้องเป็นคนของฤทธิ์ แต่ก็ทำอะไรได้ ขณะเดียวกันเมื่อฤทธิ์ลอบวางระเบิดพลาดเป้าไป จึงวางแผนฆ่ามือวางระเบิดทิ้งและนำศพไปฝังไว้ที่ไร่ของพรหมและแจ้งตำรวจไปจับพรหมเข้าคุก

พรหมรู้ว่า ถูกฤทธิ์เล่นงาน จึงให้วิภาย้ายหนีไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ ส่วนตัวพรหมนั้นก็ให้พนม (พนม) ช่วยหาทางแหกคุกระหว่างส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ จากนั้นพรหมก็ย้อนกลับไปฆ่าฤทธิ์จนตายสมความแค้น

ฝ่ายวิภา เมื่อไปอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงที่กรุงเทพฯ คืนหนึ่งพ่อเลี้ยง ก็มอมเหล้าและปลุกปล้ำวิภา แม่จึงไล่ตะเพิดพ่อเลี้ยง แต่พ่อเลี้ยงกลับฉุดวิภาไปด้วยกัน ฝ่ายพรหมเมื่อทราบเรื่องจากแม่ก็ติดตามไปช่วยวิภาและฆ่าพ่อเลี้ยงตาย ส่วนหมวดดอนซึ่งติดตามคดีของพรหมมาตลอดก็ทราบถึงสาเหตุลึกๆ ที่พรหมต้องเป็นคนร้าย จึงรับปากจะช่วยพรหมและขอให้พรหมมอบตัวเพื่อสู้คดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า คมนักเลง จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านรายได้ แต่พนมก็ยังคงลงทุนสร้างและกำกับหนังต่อมาอีก หลายเรื่อง เช่น คุณพ่อขอโทษ (2522 ไพโรจน์-ลลนา) จับกัง กรรมกรเต็มขั้น (2523 สรพงศ์-สุพรรษา) หมามุ่ย (2524 สรพงศ์-เนาวรัตน์-สุพรรษา) บุญยัง จับกังกำลัง 2 (2525 สรพงศ์-เนาวรัตน์-สุพรรษา-สุริโย) ไอ้ขี้เมา (2526 สรพงศ์-ปิยะมาศ) พูดด้วยปืน (2527 ไพโรจน์-ไชยา-อภิรดี) ฅนในซอย (2528 ไพโรจน์-ประดับพร)